วันศุกร์, พฤศจิกายน 30, 2007

Kouprey

หลังจากขี้เกียจมาหลายวัน
ทำให้งานหลายวิชามาทับเอาในช่วงสุดสัปดาห์

แต่จะว่าไปมันก็คงเป็นธรรมชาติของเด็กคณะนี้มั้ง?

วันนี้นั่งทำ ADs แบบว่าใช้ความเร็วสูงมาก
เอาน่ะ อย่างน้อยตัวเองก็ชอบละกัน



ก่อนทำก็ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์สูญพันธุ์เลยไปเจอข่าวข่าวนึง
อ่านๆไปก็น่าสนใจดี รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเลย

จะก๊อปมาก็เกรงจะยาวเกินไป แปะ link ไว้ให้ก็แล้วกัน
http://webboard.mthai.com/5/2006-08-31/263824.html

เป็นข่าวเกี่ยวกับการพบเจอกูปรี ( หรือโคไพร )
จำได้สมัยเด็กๆชอบสัตว์ชนิดนี้มาก เพราะว่าเขาสวย + เท่ (เอาน่ะ ในวัยเด็ก)

เนื้อหาก็คือ มีการพบเจอกูปรีในเขาำพนมดงรัก
หลังจากที่ไม่ได้เจอมาเป็นเวลา 30 - 40 ปี!!!
ซึ่งนักธรรมชาติวิทยาก็ได้เชื่อว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้ว
แต่เมื่อมีผู้พิทักษ์สัตว์ป่า 4 คน ได้ลาดตระเวนในป่าและพบเห็น(สัตว์ที่คาดว่าเป็น)กูปรี
กำลังออกหากินกันอยู่ จำนวน 3 ตัวด้วยกัน

ฟังจากลักษณะ ก็เป็นไปได้สูงว่าเป็นกูปรี
ซึ่งถ้าเป็นกูปรีจริง จะถือเป็นข่าวดีของโลกเลยทีเดียวเชียว!!

( ถ้าต้องการทราบรายละเอียดมากกว่านี้ รบกวนอ่านในลิ้งค์ที่แปะไว้ให้ )


นี่คือกูปรี สำหรับคนที่นึกภาพไม่ออก





ขอบคุณสำหรับข่าวดีๆครับ :)

อ้างอิง ::
http://webboard.mthai.com/5/2006-08-31/263824.html
http://www.ku.ac.th/AgrInfo/wild/tip10.html

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 25, 2007

เรขาคณิต II

ลังจากหาข้อมูลเรื่องเรขาคณิตมาพักหนึ่ง
วันนี้ก็เลยมาแจกแจงให้ดูกันเป็นส่วนๆ ในเรื่องของรูปเรขาคณิต
(เอาจริงๆมันก็เป็นเรื่องที่เรียนกันตั้งแต่ชั้นประถมน่ะนะ แต่ตัวผมเองลืมหมดแล้ว)

อันนี้ก็รวบรวมมาจากหลายๆที่นะครับ

รูปเปิด หมายถึง รูปที่เส้นขอบลากจากจุดเริ่มต้นแล้วไม่วกกลับมาพบกับจุดเดิม
รูปปิด หมายถึง รูปที่มีเส้นขอบลากจากจุดเริ่มต้นแล้ววกกลับมาที่จุดเดิมเขตล้อมรอบ
รูปเรขาคณิต หมายถึง รูปปิดที่มีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันไป การจำแนกรูปเรขาคณิตที่ไม่เป็นเหลี่ยมนั้นใช้การพิจารณาเส้นขอบของรูป ส่วนรูปเรขาคณิตที่เป็นเหลี่ยมจะจำแนกตามจำนวนด้านหรือจำนวนมุมของรูป

รูปเรขาคณิตสองมิติ เช่น รูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม รูปหลายเหลี่ยม รูปวงกลม เป็นต้น และรูปเรขาคณิตสามมิติ เช่น ลูกบาศก์ ทรงกลม ทรงกระบอก กรวย พีระมิด ปริซึม เป็นต้น
รูปเรขาคณิต เป็นรูปที่ประกอบไปด้วยจุด เส้นตรง เส้นโค้ง ระนาบอย่างน้อยหนึ่งอย่างรูปเรขาคณิตสามมิติ หรือทรงสามมิติ ได้แก่ กรวย ทรงกระบอก
ทรงกลมและทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก มนุษย์สร้างรูปเรขาคณิตขึ้นมาโดยการเลียนแบบจากสิ่งแวดล้อม แล้วศึกษาสมบัติของรูปเรขาคณิต เพื่อนำไปแก้ปัญหา
และอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ
-รูปสามเหลี่ยม (Triangle)ในการให้ความหมายของรูปสามเหลี่ยมอาจให้ความหมายได้ว่า รูปสามเหลี่ยมเป็นรูปปิดที่ประกอบด้วยส่วนของเส้นตรงสามเส้น หรืออาจให้ความหมายของรูปสามเหลี่ยมอีกแบบหนึ่งคือรูปสามเหลี่ยมเป็นรูปที่มีด้านสามด้าน และมุมสามมุม
-รูปสี่เหลี่ยม ( quadrilateral )ในการให้ความหมายของรูปสี่เหลี่ยมอาจให้ความหมายได้ว่า รูปสี่เหลี่ยมเป็นรูปปิดที่ประกอบด้วยส่วนของเส้นตรงสี่เส้น หรืออาจให้ความหมายของรูปสี่เหลี่ยมอีกแบบหนึ่งคือรูปสี่เหลี่ยมเป็นรูปที่มีด้านสี่ด้าน และมุมสี่มุม
-รูปวงกลม เป็นรูปปิดที่ล้อมรอบด้วยเส้นโค้ง ที่อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะทางเท่า ๆ กัน
-รูปวงรี เป็นรูปปิดที่ล้อมรอบด้วยเส้นโค้ง คล้ายวงกลม แต่ขอบวงไม่เหมือนกัน


แต่ที่ผมสนใจ น่าจะเป็นตัว "รูปทรงเรขาคณิด" มากกว่า
คำว่า "รูปทรง" ย่อมหมายถึงความเป็นสามมิติ
หลังจากไปค้นมาหลายที่ ก็เลยเจอของแปลกๆมาให้ดูกัน
มันคือรูปทรงหลายเหลี่ยม

ปริซึมหกเหลี่ยมพาราไบออกเมนเตต




ทรงสิบสองหน้าออกเมนเตต




คิวโพลาสามเหลี่ยมอีลองเกต



จากที่เห็นจะพบว่ามันเป็นรูปทรงที่ไม่ค่อยคุ้นตานัก

บอกก่อนว่าส่วนตัวไม่ได้มีความสนใจใน 3D หรือสูตรสมการทางคณิตศาสตร์เท่าใหร่
แต่ที่สนใจคือทำไม เขาถึงยังเรียกรูปทรงที่ซับซ้อนเหล่านี้ว่าเป็นรูปทรงเรขาคณิด
ทั้งๆที่ความซับซ้อนของมันนั้น ไม่ธรรมดาเลย
จริงอยู่ว่ามันคงเกิดจากสูตรสมการอันวุ่นวาย
แต่ตัวผมเองคงยากที่จะไปเรียนสมการเหล่านั้น
แต่ก็คงต้องยอมรับว่า มันประกอบขึ้นจากรูปเรขาคณิดจริงๆ

หรือมันอาจจะเป็นเพราะ แก่นของมันก็ยังคงเป็นเรขาคณิต






พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน ไว้จะมาเล่าให้ฟังกันต่อ


ทรงพระเจริญ




ลังจากนั่งทำมานาน
สุดท้ายก็เสร็จเสียที

ลักษณะของตัวอักษร ก็นำ Counter มาเล่นให้เกิด
Form แปลกๆ ส่วนตัวก็ชอบมาก
เ้พราะว่าสนใจงานประเภทนี้อยู่แล้ว





ขอขอบคุณโครงการอักขรศิลป์ ทรงพระเจริญ
ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

http://songpracharoen.org


วันเสาร์, พฤศจิกายน 24, 2007

Ti_Display

อนนี้ก็ทำฟอนท์ไทยเสร็จแล้ว (ประมาณ 98%)
ใช้พิมพ์พาดหัวหรือเป็นดิสเพลย์นิดๆหน่อยๆก็โอเคแล้ว
(ลองใช้ในวิชา Editorial แล้วเรียบร้อย)

แต่เลขไทยเห็นแล้วขี้เกียจทำจริงๆ
เอาเป็นว่าจะพยายามทำให้เสร็จให้เร็วที่สุดครับ
ส่วนภาษาอังกฤษก็ทำไปส่วนหนึ่งแล้ว
uppercase ก็คิดว่าเสร็จแล้ว

แต่ว่าพอเอามาเทียบกัน เหมือนเป็นคนละฟอนท์เลย
ก็คงต้องค่อยๆปรับกันต่อไป
(แต่ส่วนตัวอยากทำแค่ฟอนท์ไทย)

ก็ลองพิมพ์ประโยคยาวๆมาให้ดูกัน
อันนี้ภาษาอังกฤษ

ถึงบอกว่ามันเหมือนคนละฟอนท์ยังไงชอบกลๆ
ชื่อที่คิดไว้ก็ ทีไอ_ดิสเพลย์ ( น่าจะเปลี่ยนภายหลัง )
ก็เหมือนเป็นเบต้า เพราะยังคิดชื่อที่ดีกว่านี้ไม่ได้

ส่วนตัวยังไม่ค่อยอยากแจกให้ใช้เพราะว่ายังไม่สวยจริงๆ
ไว้ยังไงเสร็จแล้วคงแจกจ่ายกันไป


สุดท้ายนี้ขอขอบคุณฟอนท์ NP Naipol Template ด้วยครับ
ที่มี Template ดีๆให้ผมได้ใช้เป็นแม่แบบครับ

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 18, 2007

เรขาคณิด

ลังจากค้นคว้าประวัติและแนวคิดของ Bauhaus มาสองอาทิตย์เต็มๆ
ก็พอจะเริ่มมีความคิดอะไรบางอย่าง
วันนี้ก็ขอใช้ความเห็นส่วนตัวล้วนๆในการเล่าให้ฟัง

อย่างแรกคือ การที่ Bauhaus มีแนวคิดเกี่ยวกับการ
เข้าใจแก่นแท้ของสิ่งสิ่งนั้น แล้วตัดทอนส่วนที่ไม่จำเป็นออก
เน้นการใช้ประโยชน์ได้จริง ( รบกวนอ่านบทความก่อนหน้านี้เพื่อความเข้าใจมากขึ้น )

และแน่นอน บทสรุปของการตัดทอนรายละเอียดส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป
ก็คือรูปทรง เรขาคณิด นั่นเอง

งานของ Bauhaus จะเน้นการใช้เรขาคณิดมาก
http://tirawarit.blogspot.com/2007/11/bauhaus.html
(อ้างอิง เผื่อลืม)

ก็เลยมาตั้งประเด็นต่างๆที่สนใจ

การที่เป็นเรขาคณิด เป็นไปได้หรือไม่ว่า

- ง่ายต่อการจดจำ และติดตา
ดังภาพตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างรูปทรงเรขาคณิดกับรูปทรง freeform
โดยสมมุติว่าทั้งสามชิ้นเป็น แมว หมู หมา



- ง่ายต่อการนับ
ตารางที่มีช่องเท่ากัน อันไหนนับง่ายกว่ากัน





- ในเรื่องของไทโปกราฟี การตีกริดและไม่ตีกริด
อันไหนง่ายต่อการอ่านมากกว่า




อีกเรื่องหนึ่งคือการตัดทอนส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป จนเหลือแต่ส่วนที่เป็นแก่น
เปรียบเทียบระหว่างฟอนต์ที่อ่านง่าย และฟอนต์ประเภท Script ที่สวยงามแต่อ่านยาก



การที่ตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออก มันมีผลต่อ "สุนทรียภาพ" หรือไม่
หรือการตัดออกที่มากเกินไป มันส่งผลอย่างไร
มนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร ยังคงต้องการสุนทรียภาพในการดำรงชีวิต ใช่หรือไม่?

คิดในอีกแง่มุมหนึ่งที่ Bauhaus กำเนิดขึ้นในสภาวะสงคราม
เรื่องของสุนทรียภาพคงต้องถูกพักไว้ หรือลดความสำคัญลงอย่างมาก
ในสภาพบ้านเมืองที่ต้องเร่งรีบ และไม่ต้องการสิ่งที่ไม่จำเป็น

ในปัจจุบัน สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป อิสระทางความคิด หรือการดำรงชีวิตได้เปลี่ยนไป
จะสังเกตุได้ว่ามีงานหลายชิ้นที่เน้นความเรียบง่าย เช่น iPod
เป็นไปได้หรือไม่ว่า ของเหล่านี้ถูกตัดทอนจนเหลือแต่ "แก่น" ของมัน

แล้วประกอบเข้ากับสุนทรียภาพที่ลงตัว ใช่หรือไม่?

แต่ทฤษฎีของ Bauhaus ก็คงใช้ไม่ได้กับทุกๆสิ่ง
เช่นงานประเภทที่เน้นความงาม หรืองานที่เน้นสุนทรียภาพ
ซึ่งก็ยังพอมีให้เห็น เช่นงานวิจิตรศิลป์ต่างๆ
หรืองานที่เน้นความรู้สึก โดยไม่ได้มีเรื่องของการใช้งานมาเกี่ยวข้อง

ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงจะพอคิดได้ว่า "แนวคิดของ Bauhaus" มีผลต่อวงการออกแบบ
จำพวก Design Follow Function หรืองานที่ตอบโจทย์อย่างมีระบบ

หรือเป็นไปได้ว่าเฉพาะ "แนวคิด" ของ Bauhaus เท่านั้นที่ถูกนำมาใช้ในปัจจุบัน
ความเข้าใจในแก่นเท้ของสิ่งสิ่งหนึ่ง การตอบสนองความต้องการของมนุษย์
การปฏิเสธสิ่งที่ไม่มีความหมาย หรือสิ่งที่ฟุ่มเฟือยเกินไป

หรือ

สุนทรียภาพที่เน้นทางด้านความรู้สึก ความสวยงาม
โดยเรื่องของการใช้งานนั้นเป็นเรื่องรอง



ลองฝากให้คิดต่อกัน


ทดสอบฟอนต์

นื่องจากบล๊อกมีปัญหาก็เลยโพสต์ไม่ได้ไปหลายวัน
วันนี้เพิ่งรู้วิธีแก้ก็เลยมาลองโพสต์ซะหน่อย

หลังจากฟอนท์ภาษาไทยที่ทำอยู่ก็เสร็จไปมากแล้ว
ก็เลยลองเอามาพิมพ์ให้ดู ส่วนตัวคิดว่าดีกว่าตอนสเก็ตช์ดินสอมากๆ









ก็ลองพิมพ์หลายๆประโยคดู นึกอะไรออกก็ลองพิมพ์ เพื่อดูข้อผิดพลาดรวมๆ
ตอนนี้ก็แก้ไปพอสมควร ไว้จะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆครับ

วันจันทร์, พฤศจิกายน 12, 2007

ตัวอักษร?

ม่ค่อยแน่ใจว่าตัวเองเริ่มสนใจ Typography ตั้งแต่เมื่อไหร่

แต่รู้สึกว่าตัวอักษรแต่ละตัวมันมีเรื่องราวในตัวของมันเอง
แล้วก็คิดว่าถ้าเราควบคุมมันได้ มันคงน่าสนใจดี

ผมเองเคยฟังเพื่อนหลายคนอธิบายงาน
พวกเขากล่าวว่า
"งานของเขาเล่นกับ Typo หรือว่าทำงานกับ Typo"
อะไรทำนองนั้น


ผมก็เลยนึกสงสัยขึ้นมาว่า คำว่า Typography มันคืออะไรแน่
มันคือการทำงานกับตัวอักษร แค่นั้นหรือ?

สำหรับผม ผมคิดว่ามันคือการควบคุมตัวอักษร
การเข้าใจในบุคลิกของตัวอักษรนั้นๆ
และหยิบมันมาใช้ในโอกาสที่เหมาะสม

แล้วจำเป็นหรือไม่ ที่ Typography
จะเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งในงานออกแบบ
ผมเองอยากทำงานเท่ๆสักงาน
แต่ตอนนี้ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่างานเท่มันเป็นยังไง

ก็คงต้องดูกันไป ทำวันละนิด วันละหน่อย


อันนี้เป็นตัวอย่างฟอนท์ที่กำลังทำอยู่
นี่เป็นรุ่นแรกที่ดราฟจากเส้นดินสอ

อันนี้เป็นอีกแบบที่เขียนในคอมเลย


เหมือนเดิมครับ ติ-ชมกันได้เสมอ :)

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 11, 2007

Bauhaus part II

มาต่อกันดีกว่าสำหรับหลายปัญหาที่ยังค้างคากับ Bauhaus
ผมก็แบ่งกันให้ดูง่ายๆ เป็นข้อๆ กันนะครับ

1. Bauhaus Dutch และ swiss เกี่ยวข้อกันยังไงและมีอิทธิพลต่อศิลปะทางยุโรปอย่างไร
- เนื่องจากเศรษฐกิจทางสังคมและการเมืองมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อแนวความคิดในการออกแบบรูปทรงและสถาปัตยกรรมของยุโรปซึ่งมีปัจจัยสำคัญดังนี้
- ปัจจัยทางสงคราม ซึ่งทำให้เกิดความเร่งรีบในหลายๆอย่าง การขวนขวายเรื่องเทคโนโลยี จึงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยพัฒนาภายใต้เงื่อนไขในเชิงปริมาณ และระบบการคิดซ้ำๆซึ่งมีมาตรฐานเดียวกันแบบสำเร็จรูป
- ปัจจัยของจำนวนประชากร มีการโยกย้ายเข้าสู่เมืองใหญ่ ทำให้ต้องมีการจัดระเบียบของชุมชนใหม่งานออกแบบทางสถาปัตยกรรมจึงต้องสอดคล้องและตอบสนองกับปัญหารีบด่วนเหล่านี้
- ปัจจัยทางการเมืองและการปกครอง ซึ่งส่งเสริมเสรีภาพและความเสมอภาคโดยทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการกระทำในแนวทางใหม่จึงเกิดขึ้นอย่างมากมาย

( จะเห็นได้ชัดว่าบางสิ่งบางอย่างไม่น่าจะเกี่ยวกับศิลปะ แต่มันก็ยังคงส่งผลได้อย่างไม่น่าเชื่อ )

2. สถาปนิกแต่ละคนเป็นยังไงและทำไมจึงมีความคิดแบบนี้ ทำไมจึงออกมาคล้ายกัน
- จากแนวคิดที่ต้องการตอบสนองทางด้านอุตสาหกรรมและ เทคโนโลยีโดยสถาปนิกแต่ละคนมีแนวความคิดที่เรียกว่า “วัตถุวิสัยเชิงเหตุผล” ซึ่งให้ความสำคัญกับวัสดุใหม่ทางอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองสภาพสังคม และสิ่งแวดล้อมซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่งานถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนอง ศาสนา หรือความคิดส่วนบุคคล

- William Morris – เป็นผู้เริ่มต่อต้านศิลปะลักษณะ Non-functionalrole (ไม่มีหน้าที่ใดๆ) ซึ่งได้ก่อต้องบริษัทที่รวมเอาศิลปินหลากหลายสาขามาทำงานในรูปแบบของ workshop ใน คศ. 1861 ซึ่งมีลักษณะ คล้ายกับการเรียนการสอนของ Bauhaus ที่มีการนำอาจารย์ในสาขาต่างๆมาสอนนักศึกษา
- Henry van de Velde – สถาปนิกและนักออกแบบชาวเบลเยี่ยมได้รับอิทธิพลทางความคิดจาก Morris ในการค้นหาทางออกที่กลมกลืนระหว่าง เครื่องจักร ช่างฝีมือ ศิลปะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนในทุกระดับ จากการที่เค้าทำงานทางด้านทฤษฏีและปฏิบัติ เขาจึงได้พยายามเผยแพร่แนวคิดเรื่อง สุนทรียภาพเชิงอุตสาหกรรม เพื่อสร้างการยอมรับจากสังคม บทบาทที่สำคัญที่สุดของเขาเกิดขึ้นในเยอรมันนี เขาได้จัดระเบียบองค์กรใหม่ให้กับ Art and Crafts school และ Academy of fine arts ในไวมาร์ เมื่อ คศ. 1912
- ในคส.1907 Hermann Muthesius มีส่วนช่วยในการก่อตั้งสมาคม Deutscher werkbund ซึ่งเป็นสมาคมของโรงงานผู้ผลิตสถาปนิกศิลปิน นักเขียนโดนมีจุดมุ่งหมาย เพื่อค้นหาทิศทางใหม่และหามาตรฐานในการออกแบบเชิงหน้าที่ โดยมีพื้นฐานอยู่บนเครื่องจักรกล
ความพยายามเพื่อหาการยอมรับการใช้วัสดุใหม่และวิธีทำงานของอุตสาหกรรมที่ใช้เหตุผลควบคุม และสังคมแงอุตสาหกรรมายังคงดำเนินต่อไปเมื่อ วอเตอร์ โกรเพียส ได้สืบทอดตำแหน่งผู้อำนวย Weimar school of art ต่อจาก Henry van de Velde ซึ่งโดรงเรียนนี้ได้กลายเป็น Bauhaus ในคศ. 1919

( อีกข้อหนึ่งที่น่าสนใจ คือก่อนที่จะเป็น Bauhaus )

3. สิ่งที่ประชาชนต่อต้าน Bauhaus
- สืบเนื่องจากการที่เยอรมันใน คศ.1919 สาธารณะรัฐ ไวมาร์ ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ การที่ประเทศชาติต้องยอมเซ็นสนธิสัญญาแวร์ซายน์ นอกจากนั้นยังต้องชำระค่าปฏิกรรม 6,500 ล้านปอนด์ เป็นสภาวะที่ประชาชนตกต่ำมากๆ คือชาวเยอรมันหาเงินมาได้เท่าไหร่ก็ต้องส่งเป็น ภาษีให้รัฐบาลทั้งหมด รัฐบาลเยอรมันนีไม่กล้าขึ้นภาษีอะไรอีกแล้วเนื่องจากคนจนของเยอรมันไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว
- การปฏิวัติอุตสาหกรรมมีส่วนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และยังเป็นการแย่งอาชีพจากชนชั้นกรรมกร ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่พอใจใน Bauhaus เนื่องจากนโยบายของสถาบันซึ่งสนับสนุนในเรื่องของการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั่นเอง

( นี่คือสิ่งข้อเท็จจริงที่ประชาชนต่อต้าน Bauhaus ไม่ใช่ว่าพวกเขาเกลียดสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม ตามที่เข้าใจกัน :)

4.ที่มาของรูปทรงต่างๆ
- จากวิธีความคิด “ วัตถุวิสัยเชิงเหตุผล” การคิดทุกอย่างด้วยหลักเหตุและผลเพื่อตอบสนองต่อสภาพสังคมและการปฏิวัตอุตสาหกรรมซึ่งมีบทบาทมากในสมัยนั้นจึงเกิดการผสมกลมกลืนของวิจิตรศิลป์ และประยุกต์ศิลป์โดยสิ่งเหล่านี้ถูกนำไปประยุกต์กับวัตถุที่มีไม่มีคุณค่าทางศิลปะ และสิ่งเหล่านี้เองทำให้เกิดการสร้างรูปแบบที่เรียบง่าย พื้นฐานที่สุด ตัดทอนในสิ่งที่ไม่จำเป็น และทำงานจากปัญหา

( อย่างนี้นี่เอง สรุปว่ามันคือ Back to simple !?! )

5. แนวความคิดของ Bauhaus ดำรงอยู่ได้อย่างไรในปัจจุบัน
วิธีการคิด การแก้ไขปัญหาด้วยหลักเหตุและผลได้ถูกนำมาพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นระบบมาตรฐานที่ใช้ในการออกแบบปัจจุบัน

( Bauhaus อาจมีหลักความคิดที่แข็งแรงและมีมาตรฐานมากพอที่จะสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน )

6.ทำไมพรรคนาซีจึงสั่งปิดสถานบันเบาเฮาส์
เนื่องการที่ สถานบัน Bauhaus เป็นสถาบันที่ปลูกฝังความคิดในเชิงก้าวหน้า และสนับสนุนในเชิงอุตสาหกรรมซึ่งสามารถเห็นได้จากการตอบรับอย่างดีของเมือง เดลซาร์ ซึ่งเป็นเมืองที่กำลังมีการขยายและพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม โดยตัวสถาบันและนโยบายล้วนเอื้ออำนวยต่อระบบสังคมนิยมซึ่งขัดต่อระบบชาตินิยมของพรรคนาซี

( และแล้วการเมืองก็มาเกี่ยวข้องกับศิลปะเข้าจนได้ : )





นี่ก็คืออีกหลายข้อที่ตกๆหล่นๆ แล้วก็ตามมันมาปะติดปะต่อกันจนเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
นี่คือแค่บางส่วนเท่านั้น ไว้พบกันต่อในห้องครับ

อ้างอิง
- Bauhaus 1919-1933 โดย Benedikt taschen
- Bauhaus โดย Frank Whitford
- ITTEN Element of color โดย Johannes Itten
- Disign and Form โดย Johannes Itten
- Swiss Graphic Design โดย Richard Hollis
- 30 Essential Typefaces for a lifetime โดย Imin Pao and Joshua Berger
- World war I โดยปรีชา ศรีวาลัย
- ประวัติศาสตร์ยุโรป ตั้งแต่ปี ค.ศ.1815 -ปัจจุบัน เล่ม 1 โดย สุปราณี มุขวิชิต

วันเสาร์, พฤศจิกายน 10, 2007

เที่ยวทั่วไปกับนายวริทธิ์

รื่องของเรื่องคือสืบเนื่องมาจากสัปดาห์ที่แล้ว

โอ และ เน็ท ได้ทำ "ภารกิจ"
รายงานพิเศษเรื่องการออกแบบที่อยู่ภายในห้างฯ
เนื่องจากรายงานได้ประทับใจอย่างแรง
อาจารย์สันติจึงมอบหมายให้ทำการศึกษาต่อๆไป ซึ่งคราวนี้ดูจะเป็นหัวข้อที่ว่า
"งานออกแบบข้างถนน" หรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งก็เลยมาจบที่เยาวราช

ส่วนตัวผมเองก็ได้ยินคำว่าเยาวราชมาตั้งแต่เล็กๆ ตอนเด็กๆ
จำได้ว่าเวลาพูดถึงเยาวราชก็จะนึกถึกแต่ร้านทอง
ซึ่งตอนนั้นคิดว่ามันคงมีแต่ร้านทองจริงๆ

โตมาได้ความรู้เพิ่มคือมันอยู่ติดกับสำเพ็ง ฯลฯ ต่อกันไปยาวยืด

วันนี้ได้โอกาสมาเยาวราชในรอบหลายๆปี ( ไม่นับสำเพ็งเพราะไปบ้าง )
ก็เริ่มจากสำเพ็ง เดินไปเรื่อยๆ เห็นบรรยากาศที่เรียกว่าอะไรดี
วุ่นวาย อบอุ่น เป็นกันเอง

เน็ทและโอก็เดินถ่ายรูปไป ( ขอรบกวนแวะไปดูรูปของทั้งสองคนได้ตามลิ้งค์ข้างๆนี้ )
ส่วนตัวผมเองก็เรียกว่าเดินเล่นจะเหมาะกว่า อากาศดีมากๆ

เดินไปจนถึงเยาวราช ก็พบกับบรรยากาศที่ไม่ต่างจากสำเพ็งมากนัก
แต่ความเป็นจีน ที่ดูจะชัดเจนมากๆ

หลังจากลังเลว่าจะเริ่มยังไงดี เพราะว่าต้องสัมภาษณ์คนแถวๆนี้ด้วย
ก็เลยเดินไปเรื่อยๆ จนโอแวะซื้อเสื้อจีนที่ร้านข้างทางร้านหนึ่ง

ก็เลยเนียนถามเค้าไป ได้ความว่า
"สีแดงกับทองมันเป็นความเชื่อ สิริมงคงของคนจีนอยู่แล้ว
ยิ่งร้านไหนทำทองมาก ก็ยิ่งแข่งกันขึ้นไปอีก"

ผมก็เลยสรุปเอาว่า บางทีเรื่องของความเชื่อก็มามีอิทธิพลกับงานออกแบบไม่ใช่น้อยเลย
ถึงตัวเขาเองจะไม่ได้ตั้งใจให้เป็นงานออกแบบ แต่เมื่องานประเภทนี้มาอยู่รวมกันมากๆ
ก็เกิดพลังอะไรบางอย่างขึ้น

มันเหมือนเกิดเป็น Theme โดยรวมของสถานที่นั้นๆ ขึ้นมา

หลังจากนั้นก็ถามชาวต่างชาติคนหนึ่ง
ภายหลังทราบชื่อว่า Frederick ( เฟรเดอริก )

เค้าเป็นชาวฮอลแลนด์ มาเมืองไทยเป็นครั้งแรก
หลังจากสัมภาษณ์แบบงูๆปลาๆ ก็เลยได้รับรู้ถึงความ Friendly ของชาวต่างชาติ
( บางคนจะขอถามอะไรหน่อย แม่งส่ายหัว เดินหนี ทำเป็นไม่มอง แย่จริงๆเลย )

คุณเฟรเดอริกได้ให้ความเห็นว่า
" ที่นี่ Amazing มาก ไม่อยากเชื่อว่าในเมืองใหญ่ๆ จะมีที่แบบนี้อยู่
มันวุ่นวาย มันดูสงบสุข ไม่เหมือนที่บอมเบย์หรืออัมสเตอร์ดัมที่เค้าเคยไปมา
ตัวเขาเองเพิ่งมาจากทะเล ที่นั่นเงียบมาก แต่มาดูที่นี่สิ
contrast มันเยอะมากๆ เหมือนหยินหยาง ของคนจีนเลย"

พวกผมก็พยักหน้าไปตามสมควร คิดในใจว่าไม่เห็นฟังยากอย่างที่คิด

หลังจากจับมือร่ำลากัน
คุณเฟรเดอริกก็ถามเรื่องร้านทองเพราะว่าเขาจะซื้อตุ้มหูให้ภรรยาของเขา
ก็เลยแนะนำกันไป ซึ่งหลังจากแยกกันแล้ว เพิ่งนึกออกว่าทำไมไม่ขอถ่ายรูปไว้


นั่งเรือไปสะพานพุทธกันต่อ
อากาศดีมากๆ อยากนั่งอยู่ในเรือแบบนั้น
สุดท้ายมาจบที่ห้าง ดิ โอลด์ สยาม

เป็นอีกที่ที่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก ชอบบรรยากาศภายในมากๆ เหมือนย้อนยุคไป
ชื่นชมที่เขาสามารถเก็บบรรยากาศให้เป็นแบบนี้ได้

ก็เดินเล่นกันเสียมากกว่า (แอร์หนาวมาก)
สุดท้ายเห็นว่าสี่โมงเย็นแล้ว เลยกลับ
ได้ประสบการณ์มากมาย




ขอบคุณ โอ เน็ท ที่ลากไป
ขอบคุณ ชื่อประหลาดๆ ที่พวกมึงตั้งให้กูเสมอๆ
ขอบคุณ อากาศดีๆ ที่ทำให้เดินทางสะดวก

และ
ขอบคุณที่ทนอ่านครับ






รูป & ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง ( เรื่องคล้ายๆกันนะเพราะไปด้วยกัน )
http://pongsatorn4d.blogspot.com/
http://chatnarong.blogspot.com/

วันพุธ, พฤศจิกายน 7, 2007

Type Design

ช่วงนี้เริ่มบ้า Typo เข้าขั้น มองอะไรก็เป็นตัวหนังสือไปหมด

หลังจากเริ่มสเก็ตช์ฟอนท์ของตัวเองไปสองสามวัน ก็ยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางเท่าไหร่
แต่ก็พอจะจับทางได้ว่าระบบการทำมันเป็นยังไง

มันไม่ใช่ง่ายๆเลยกับการที่เราต้องออกแบบตัวอักษรทั้ง 44 ตัว นี่ยังไม่รวมสระ
ภาษาอังกฤษ แล้วไหนจะสัญลักษณ์อีก

ตอนแรกผมยอมรับว่าคิดว่ามันง่าย
แต่พอลองทำจริงๆ แค่ตัว ก. ไก่ ยังเสียเวลาเป็นชั่วโมง

มันก็เหมือนการสร้างงานขึ้นมาเป็นร้อยๆชิ้นแล้ว ทั้งหมดต้องดูเป็นชุดเดียวกัน
ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าคนอื่นเค้าจะคิดว่ามันน่าเบื่อหรือไม่
สำหรับผม มันท้าทาย มันสนุก และมันมีสเน่ห์มากๆ

โปรแกรมที่ใช้ในตอนแรกก็คือ Font Creator
แต่หลังจากประสบปัญหาเรื่องเซฟงาน ก็เลยต้องจำใจเปลี่ยนโปรแกรมเป็น FontLab แทน


ซึ่งเหมือนเป็นอีกมิติหนึ่ง พูดตรงๆว่าไม่มีความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมเลยแม้แต่นิดเดียว
Font Creator ยังพอทำเป็นบ้าง แต่ FontLab นี่สุดยอดจริงๆ ( ทำงานเป็นจุดพิกัดตลอด )

ระหว่างที่พิมพ์อยู่นี้ก็เสร็จไป 6 - 7 ตัว คาดว่าจะทยอยออกมาเรื่อยๆตามความขยัน
( ไม่น่าจะเกินหนึ่งเดือน )





เอาล่ะ วันนี้ก็ขอเอาตัว ก ข ค มาให้ดูกันไปก่อนนะครับ :D






หลายตัวยังต้องปรับอีกมาก มีอะไรแนะนำได้ตลอดครับผม
เผื่ออนาคตเราอาจจะมี Font ไทยดีๆอีกซักตัวให้ได้ใช้กัน

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 4, 2007

Bauhaus

Bauhaus เป็นสถาบันทางศิลปะ ซึ่งก่อตั้งโดยสถาปนิกชื่อ Walter Gropius
( ต่อจากนี้เป็นข้อมูลคร่าวๆ ใครคิดว่ามันยาวไม่ต้องอ่านก็ได้ครับ :)

Walter Gropius
เป็นสถาปนิกที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุเพียง 36 ปี ซึ่งเค้าคาดหวังว่าจะเป็นการปฏิวัติบรรดาสถาบันการสอนศิลปะทั้งลายโดยเน้นสนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฏีต่างๆและยังต้องการให้เป็นโรงเรียนศิลปะแบบสหศึกษาโดยมีการสอนทางด้านสถาปัตยกรรมออกแบบตกแต่ง ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบโฆษณา งานเซรามิค งานถักทอเส้นใย กับงานศิลปะที่ต้องปฏิบัติจริงในสตูดิโอ โดยงานทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมทั้งสิ้น
( เป็นไปได้หรือไม่ว่า หลักความคิดทาง "สถาปนิก" ได้ถูกนำมาใช้ในงานออกแบบ )

สถาบันการศึกษา Bauhaus
คำว่า เบาเฮาส์ (building house) นั้น เป็นการสะท้อนถึงต้นตอกำเนิด ในความคิดแบบสังคมนิยม ที่เกี่ยวพันกับขบวนการเคลื่อนไหว ทางด้านงานศิลปะและงานฝีมือ ซึ่งไม่ใช่อย่างเดียวกันกับ ความพยายามในช่วงต้นๆในการรื้อฟื้นพลังเกี่ยวกับ ผลิตผลทางงานฝีมือขึ้นมาใหม่ และแม้ว่าสถาบัน Bauhaus จะมุ่งสอนในลักษณะของแนวก้าวหน้าให้อิสรภาพทางความคิดอย่างเต็มที่และต้องการพัฒนาสังคมแต่ความคิดเช่นนี้กลับทำให้สังคมตอบรับอย่างเชื่องช้าและส่งผลกระทบต่อสถาบันทำให้ต้องปิดตัวลงในช่วงปี 1933



การเรียนการสอนของ Bauhaus นั้นเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปินซึ่งมีความสามารถทางด้านของรูปทรง ( Master of form ) ให้มาสนใจในด้านการฝีมือในขณะเดียวกัน ก็ให้ศิลปินที่มีความสามารถในทางฝีมือ ( Shop Master) ให้กลับมาสนใจในความคิดสร้างสรรค์ละเรื่องของรูปทรง
อีกส่วนหนึ่งซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของศิลปะ
Bauhaus คือสถาบันศิลปะแห่งนี้เน้นในเรื่องการสนทนาระหว่าง ผู้สอนกับนักศึกษาโดยถือว่าการพูดคุยนั้นเป็นสิ่งสำคัญแรกสุดเพื่อที่จะให้อาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญจากหลายสาขาและมีประสบการณ์ได้ถ่ายทอดความรู้ของตนให้แก่นักศึกษา และเพื่อให้นักศึกษาแต่ละคนนำความรู้ที่ได้รับจากอาจารย์ไปต่อยอดเป็นความรู้ของตนเอง
นอกจากนี้สถาบันยังเน้นในเรื่องของการลงมือปฏิบัติด้วย Gropius คิดว่าการทำงานด้วยมือถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะจะทำให้นักศึกษาได้รับรู้ถึงการใช้วัสดุที่แท้จริง จึงทำให้ นักศึกษาของBauhaus นั้นเป็นผู้รู้ทางทฤษฏี และเป็นนักปฏิบัติไปพร้อมๆกัน

Bauhaus ต้องการผลิตนักศึกษาผู้ซึ่งมีความรู้ในด้านศิลปะและเชิงช่างอย่างรอบด้านด้วยเหตุนี้นักศึกษาจึงไม่ได้ถูกคาดหวังให้เป็นสถาปนิกแต่ต้องการให้มีความรู้พื้นฐานของศิลปะโครงสร้าง (Construction Art ) อีกส่วนหนึ่งที่ถือว่าสำคัญก็คือการให้อิสระแก่นักศึกษา ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษาหลุดออกไปจากกรอบเดิมๆกล้าที่จะคิดรูปทรงใหม่ๆเพื่อที่จะนำไปปรับปรุงสิ่งต่างๆในสังคมให้ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น
( ขนาดงาน Drawing ยังเป็น Geometric เลย สุดยอดจริงๆ )


นี่ก็เป็นตัวอย่างงานของ Bauhaus บางส่วน ( ก็คือเลือกที่ชอบมานั่นแหละ )




อันที่จริงก็เลือกงานที่เป็นพวก Typo มา เพราะว่าชอบเป็นการส่วนตัว
ประกอบกับงานที่เลือกมานี้ มีโครงสร้างค่อนข้างแข็งแรง เลยสันนิษฐานว่า เป็นไปได้รึเปล่า
ว่า Bauhaus เป็นต้นแบบของระบบกริด และการที่ผู้ก่อตั้งเป็น "สถาปนิก"
จึงทำให้งานของ Bauhaus ส่วนมากมีรูปแบบของ "เรขาคณิต" แฝงอยู่แทบจะในทุกๆชิ้น
ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบสองมิติ และงานประติมากรรมสามมิติ ก็จะมีลักษณะของเรขาคณิดที่ชัดเจน

วันเสาร์, พฤศจิกายน 3, 2007

Design for Advertising Campaign I

พูดตรงๆคือตอนแรกนึกไม่ออกเลยว่าเป็นวิชาเกี่ยวกับอะไร
เพราะว่าชื่อยาวมากๆ


แต่หลังจากสังเกตวงเล็บคำว่า (prac) หลังชื่อวิชาก็พอจะเดาออกว่า
วิชานี้มีงานให้สนุกกันแน่ๆ


หลังจากพบกับอาจารย์สี่คนก็เป็นดังคาด คือเป็นวิชาที่สำคัญมากๆ
เรียกได้ว่าเป็นวิชาที่จะฝึกเราให้เป็นในทุกๆด้าน

ทำทุกอย่าง ถ่ายโฆษณา ทำ print ADs ทำเพลงประกอบ ฯลฯ
ฟังดูก็สนุกดี ชักอยากรู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง

คาบแรกก็ให้แนะนำตัว ฝึกความกล้าแสดงออกเพราะว่าต่อจากนี้
จะต้องมีการ Present งานกันในทุกๆ Project
ก็เลยออกไปกับณัฐ ก็รั่วกันไปตามระเบียบ
เรียนรวมกับอีก Section นึง คนก็เยอะๆดี นั่งฟังกันไป

กลางคืนนั่งคุยกันเรื่องงาน Bauhaus ก็ได้สรุปบทความต่างๆออกมา

ไว้จะอัพให้ได้อ่านกันต่อๆไป

เทคนิคประจำวัน วันนี้ก็ไม่มีอะไร ลอง Crop บางส่วนของตัวอักษรออก

ก็ได้ font ที่ดูแปลกตา ก็เลยลองเล่นกับคำว่า Typography

เป็นคำว่า Thaipography ( ประมาณว่า Typo สายพันธ์ไทย ทำนองนั้น :D )



วันศุกร์, พฤศจิกายน 2, 2007

วันหยุด

วันหยุดวันแรกของเทอม
ก็เลยมีโอกาสได้ไปหาหนังสือที่ อ.ท่านหนึ่งแนะนำให้อ่าน

มันคือหนังสือ "เล่นแร่แปรธาตุ"
เขียนโดย มุกหอม วงษ์เทศ

ก็เป็นนักเขียนที่มีการใช้ภาษายียวน อ่านสนุก
เรียกตามภาษาชาวบ้านว่ากวนตีนนั่นเอง
ส่วนตัวลองอ่านไปแล้วบทสองบท เชื่อว่ามันเป็นหนังสือที่อ่านง่ายๆ
ตามที่อาจารย์ได้บอกไว้จริงๆ

ไปดูหนังสือที่ Kinokuniya ก็เจอในเวลาอันรวดเร็ว
แต่สภาพหนังสือแต่ละเล่มมันเกินห้ามใจจริงๆ
( บางเล่มบุบ บางเล่มยุบ บางเล่มมีรอยปากกา )
จำใจหยิบมาหนึ่งเล่มที่มีรอยปากกาตรงปกหลัง
คิดในแง่ดีว่า เอาวะ อย่างน้อยจะได้จำของตัวเองได้

เจอหนังสือ Complete Guide to Digital Type ที่ซื้อมาจาก B2S
พบว่าราคาจริงมัน 1125 บาท ทำให้รู้สึกรักมันขึ้นมาทันที ( ซื้อมา 200 ถ้วน )

สุดท้ายแวะเสียเงินไทยที่สยามมาร์เกตติ้ง 85 บาท
เป็นค่าปากกาหมึกซึมหนึ่งแท่ง เขียนได้ลื่นหัวแตกมาก
ร้านนี้อยู่ที่ชั้น 3 ของเซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า มีเครื่องเขียนแปลกๆเยอะแยะ
ขอแนะนำว่าลองให้ไปจับจ่ายกันดู เชื่อว่าจะได้เสียเงินกันถ้วนหน้า

แวะดูหนังสือหลายที่ด้วยกัน ทั้ง Kinokuniya , B2S และ Asia Book
เจอหนังสือไทโปหลายเล่มมาก คิดในใจว่าซักวันที่มีเงินจะมาเก็บให้หมด


เกิดคำถามในใจว่าแท้จริงมันอ่านว่าอะไรแน่
- ไถ่โป๊วกราฝี่
- ไทพากราฟี
- ไทพอกราฟี

อย่าไปเสียเวลากับมันเลย เขียนไปอย่างนั้นเอง :D


งานประจำวันจากหนังสือ Complete Guide to Digital Type




วิธีทำก็ง่ายๆ ทำได้โดยการ Duplicate Layer ออกมาเป็น 4 layer
เปลี่ยนสีตัวหนังสือในแต่ละ Layer ให้มีค่าสี C100 M100 Y100 K100
( 4 Layer / Layer ละสีนะ )

หลังจากนั้นก็เคาะตัวอักษรในแต่ละ Layer ให้มันเบี้ยวออกมาตามที่ต้องการ
ก็จะได้งานที่มีลักษณะคล้ายกับเพลทพิมพ์เบี้ยวๆตามนี้แล เย้

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 1, 2007

Motion

วามจริงวันนี้ต้องเรียน Motion

ตอนแรกก็นั่งดูงานของเพื่อนเทอมที่แล้ว
รู้สึกว่าเท่ๆดี อยากทำบ้าง ( ไม่ต้องห่วงเพราะได้ทำแน่ๆ )
ใจจริงอยากทำ MV เท่ๆซักอัน เทอมนี้คงมีโอกาส

ความจริงต้องเลิกสี่โมงครึ่ง
แต่เนื่องจากอุปกรณ์ยังไม่พร้อม อาจารย์ก็เลยต้องปล่อยตอนเที่ยงกว่าๆ
ว่างจัด เลยมานั่งเล่นที่ห้องคอม หาฟอนท์ หาอะไรไปเรื่อย

สุดท้ายก็กลับหอ

ตอนค่ำๆก็ไปนั่งทำงานห้องเน็ท พูดคุยกันเรื่อง Bauhaus
ก็ได้รู้อะไรค่อนข้างเยอะ แล้วที่น่าตกใจคือสิ่งที่เราคาดการณ์เอาไว้มันตรงทุกอย่างเลย
ก็เลยค่อนข้างดีใจเพราะว่าไม่ต้องไปเสียเวลางมกับเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้อง


ส่วนตัวรู้สึกว่า Bauhaus มันเท่มาก ความเป็นตัวของตัวเองก็สูงมาก
งานออกแบบนี่เรียกได้ว่าแข็งเป็นหินเลย

กริดตรงเป๊ะ เรขาคณิตเน้นๆ
อยากทำงานแบบนี้บ้าง แต่คงต้องใช้ประสบการณ์อย่างมาก


ขอเวลาเรียบเรียงก่อน จะได้อัพให้อ่านกันเพราะว่าน่าสนใจ




ก่อนนอน ขอทำแบบไม่มีความหมายอีกชิ้น

เป็นการ crop font สองอันมารวมกัน ก็ได้งานที่ดูแปลกๆดี
( MGopen Moderna / Trajan )